Thursday, June 04, 2009

อ่อนใจ กับคดี พันธมิตร จริง ๆ




แกนนำเสื้อแดงโวยวายว่า คดีสงกรานต์เลือด พนักงานสอบสวนเร่งรัดดำเนินคดีรวดเร็วทันใจมาก ไม่เปิดโอกาสให้ยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อแก้ข้อกล่าวหา เลยต้องออกมาเรียกร้อง ขอความเป็นธรรม

3 ข้อกล่าวหาที่แกนนำเสื้อแดงโดน คือ มั่วสุม มีการปลุกปั่นให้เกิดความปั่นป่วนในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง มีทั้งโทษจำ และ ปรับ โทษติดคุก ถ้าจำไม่ผิด ก็ 3 ปีขึ้นไป

ขอความเป็นธรรมน่ะได้ แต่คงไม่มีผลอะไร อัยการ นัดฟังการสั่งคดี 10 มิถุนายนนี้แล้ว ก่อนหน้านั้น ทั้ง อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นพ. เหวง โตจิราการ วีระ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสย เกื้อ ก็นอนคุกมาแล้ว ก่อนได้ประกันตัว โดยมีข้อแม้ ต้องไม่ไปปลุกระดมอีก

แต่ก็แปลก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง โดนคดียึดทำเนียบ ได้ประกันปั๊บ ตรงดิ่งไปทำเนียบปลุกระดมมวลชนต่อปุ๊บ ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร มิหนำซ้ำ สำนักงานเลขาธิการ ครม. ยังถอนแจ้งความแกนนำพันธมิตรฯ อีก

อ้างดื้อ ๆ เสื้อเหลืองถอนจากทำ เนียบแล้ว ไม่ติดใจเอาความ มัน 2 มาตรฐานมั้ยเล่า ???

ขณะที่คดีคนเสื้อเหลือง ที่ยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ถึงตอนนี้เกิน 6 เดือนแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยไปพูดที่ “ออกซฟอร์ด” ให้คำมั่น อีก 2 อาทิตย์หลังกลับจากอังกฤษ คดีนี้จะเรียบร้อยที่สุด

ผ่านมาอีก 2-3 เดือน ไม่มีอะไรหือเออตามเคย

ล่าสุด ตำรวจบอก รอการท่าอากาศยานแจ้งความเสียหายมา ฟังแล้วงง การท่าฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 5-6 พันล้านไปตั้งแต่ปีมะโว้ การบินไทย ก็ฟ้องเกือบ 2 หมื่นล้าน แล้วยังรอแจ้งอะไรอีก หรือแค่รอวิธีซื้อเวลาไปวัน ๆ

ใครจะเชื่อ ไม่มีใบสั่ง

เหนืออื่นใด ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองกำลังเงี่ยหูฟังคือ ตกลงตำรวจจะกล้าหาญชาญชัยแจ้งข้อหาพวกที่ยึดสนามบิน เป็นการก่อการร้าย หรือไม่ ไปพลิกดูกฎหมายความมั่นคง มันชัด การปิดสนามบิน จนเครื่องบินขึ้นลงไม่ได้เป็นสัปดาห์ ผู้โดยสาร 3 แสนติดแหง็ก ชื่อเสียงไทยป่นปี้ การท่องเที่ยวยับเยิน

ชาติพี่เบิ้ม สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ให้ดำเนินคดีพวกยึดสนามบินเด็ดขาด ดูยังไง จึงไม่พ้นข้อหา ก่อการร้าย หากยึดสนามบินโดนแค่จิ๊บจ๊อย บุกรุก กีดขวางจราจร อีกหน่อย คงมียึดทุกวันหรอก !!!

พิษสงคดีนี้ ก็แรงมาก พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้ยื่นลาออกจากหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีเมื่อ 12 พ.ค. ผบ.ตร. แต่งตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. รับไม้แทนทันที พล.ต.อ.ธานี บอกหน้าตาเฉย เท่าที่ดูจากรายงาน ไม่เห็นมีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย อ้าว อย่างนี้ก็งานเข้าสิ

เพราะบังเอิญได้ข่าว นายตำรวจบางคนไม่อยากติดคุกตอนแก่ เพราะรับใบสั่ง กลัวถูกฟ้องเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.157 เลยถอนตัวดีกว่า ตัว พล.ต.อ.ธานี เอง ก็เหลือราชการแค่ 4 เดือน

ชอบอะไรเสี่ยง ๆ หรือไง ก็ไม่รู้สิ

สำหรับเสื้อแดงที่จะชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย. ตอนนี้ถูกวิชามารปล่อยข่าวเละ จะมีการเผาบ้านเผาเมือง ทำลายโอกาสฟื้นของประเทศ...อีกแล้ว อย่างนี้ หากไม่รู้จักสรุปบทเรียนสงกรานต์เลือด เดินไปตกหลุมให้เค้าเชือดอีก

บอกได้คำเดียว สมควรตาย จริง-จริง นั่นแหละ

ก่อนจบ วันนี้ คงรู้ โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน จะฝ่าด่าน ครม. ได้หรือไม่ เห็นภูมิใจไทยขู่ฟ่อ “ถึงเวลาแล้วก็จะรู้เอง” ถ้าไม่ผ่าน ก็เชียร์นายกฯ ลองไม่ให้ผ่านสักตั้ง อยากรู้เหมือนกัน จะเกิดอะไรขึ้น.

ดาวประกายพรึก

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_columns/default.aspx?CategoryID=40&NewsType=2

++นักการตลาดระดับโลก "ฟิลิป คอตเลอร์ " แนะไทยใช้การตลาดแบบโอทอปของคุณทักษิณ ฟื้นเศรษฐกิจได้แน่++


++นักการตลาดระดับโลก "ฟิลิป คอตเลอร์ " แนะไทยใช้การตลาดแบบโอทอปของคุณทักษิณ ฟื้นเศรษฐกิจได้แน่++
**********************************

ในฐานะประเทศที่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง ดร.คอตเลอร์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ต้องพยายามพัฒนาสินค้าให้ทันสมัย เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูป แทนที่จะขายสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบซึ่งมีราคาถูก

"ภาคเกษตรกรรมมีความสำคัญมาก ต้องพยายามนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการเกษตร พร้อมกับหาแนวทางเพื่อนำสินค้าออกสู่ตลาดให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และต้องไม่ลืมเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร"

โดยในศตวรรษที่ 21 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ไทยอยู่รอดในวิกฤตโลกได้ คือการสร้างนวัตกรรมทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์และบริการที่สื่อถึงเสน่ห์ของความเป็นไทย ต้องพยายามแสวงหาและโปรโมตบริษัทที่มีความโดดเด่น

"การสร้างนวัตกรรม ไม่จำเป็นต้องอาศัยวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว เพราะการสร้างสรรค์นั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ hard creativity และ soft creativity ไทยมีความโดดเด่นทางด้าน soft creativity อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสิ่งต่างๆ การโฆษณา สิ่งที่สวยงาม และธุรกิจบันเทิง สิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้"

Tuesday, June 02, 2009

เมื่อวานยังรัก วันนี้หมดราคา ไอ้ลิ้มเอ้ย....







ราชดำเนิน Pantip.com ถูกคุกคาม


อยากจะคิดว่า มันเกิดอะไรขึ้น

หลังจาก เล็งเด็ดหัว Login สีแดงตัวเป้าไปทีละคน ที่ละคน ทีละคน ที่มีฝีมือฝีปาก อยู่ในระดับแนวหน้าจนแทบจะหมดไปจาก ห้องราชดำเนิน อยู่แล้ว เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า

หากยังใช้ยุทธวิธีเดิม คือปล่อยให้ต่อสู้กันแบบ เหตุและผล ต่อไป

ชาติหน้าก็ไม่รู้ว่า ฝ่ายเหลือง+เขียว จะชนะได้หรือไม่

จึงต้องใช้วิธี กูยัดข้อหาให้พวกเมิงแต่เพียงฝ่ายเดียวอย่างที่เห็น

การประหารและสั่งขัง Login แต่เพียงฝ่ายเดียวอย่างน่าเกลียดจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

บางคนแค่ใช้ภาพแทนคำพูด ก็ไม่สามารถจะนำออกมาให้ดูกันได้ เพราะมันแสลงใจผู้มีอำนาจในบ้านนี้เมืองนี้

จนต้องทยอยมาตั้งกองกำลังกันที่ประชาไท และกำลังทยอยอพยพเข้ามาที่นี่กันไม่ขาดสาย

เต็มรูปแบบแล้วสินะ พร้อมที่จะโดดเข้าเลียรองเท้าบูท อย่างเต็มอกเต็มใจแล้ว

เดินตามรอยสื่อ (หรือว๊ะ) อย่าง ทีวีสาธารณะ และสื่อหอยม่วง อย่างเต็มรูปแบบแล้ว

ความเสื่อม ไม่ได้เกิดจากการกระทำของคนอื่น แต่ความเสื่อมนั้นมักจะเกิดจากการกระทำของตัวเอง

หมดแล้วตำนานราชดำเนิน

รายการ "เพื่อนพ้องน้องพี่"ของชาวเสื้อแดง ดูได้แล้ว




รายการของคนเสื้อแดง ดูได้แล้ว ตั้งแต่เวลา 18.30-20.30น.ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ทาง ช่อง MV.5.ทางจานดำ ส่วน ช่อง D-Station และ People Channel ต้องรออีกสัก 3-4 วัน..........หลังจากนี้ ออกอากาศ ยาว
.
.
.

Monday, June 01, 2009

อดีตคนเดือนตุลามองพรรคพันธมิตรฯ

อดีตคนเดือนตุลามองพรรคพันธมิตรฯ

“พรรคพันธมิตรฯน่าจะไปได้ แต่คงไม่โต เพราะมีฐานเสียงเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบเพราะทำงานการเมืองมานาน มีฐานมวลชน อย่างมากพรรคพันธมิตรฯจะได้เต็มที่ 10-20 เสียงในการเลือกตั้งสมัยหน้า และจะเป็นพรรคเล็กๆพรรคหนึ่งในสภา”

นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตคนเดือนตุลา กล่าวกับ “โลกวันนี้” ถึงการจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แย้มว่าอาจใช้การบริหารพรรคแบบ “โปลิตบูโร” และพร้อมที่จะเดินคู่กับกลุ่มอำมาตย์ว่า น่ายินดีและน่าสนใจที่กลุ่มพันธมิตรฯพร้อมจะเดินคู่กับระบอบอำมาตยาธิปไตย เรื่องนี้ถ้ามองในเชิงประชาธิปไตยก็เป็นสิทธิที่ทำได้ เพียงแต่มีความรู้สึกว่าในทางประวัติศาสตร์ระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่สอดคล้องกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

“ผมอาจจะท้วงว่าเป็นเรื่องโบราณเกินไป อย่าไปรักษาไว้เลย ควรปล่อยให้พังทลายไป แต่ในทางประชาธิปไตยถ้าพันธมิตรฯจะเอาอย่างนั้นก็แล้วแต่เขา ถ้าประชาชนเสียงข้างมากอยากเลือกฝ่ายอำมาตย์ก็แล้วแต่ และที่พันธมิตรฯประกาศตัวว่าจะเป็นพรรคฝ่ายอำมาตย์ก็ชัดเจนดี ในส่วนตัวผมไม่เอาระบอบอำมาตย์ เพราะผมสู้กับระบอบนี้มาตลอด และก็จะต่อสู้ต่อไป”

ส่วนที่พันธมิตรฯจะใช้รูปแบบ “โปลิตบูโร” นั้น นายสุธาชัยกล่าวว่า เป็นการจัดองค์กรภายในที่ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะระบบโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อมีการเลือกคณะกรรมการกลางแล้วก็เลือกคล้ายๆกับเป็นคณะกรรมาธิการย่อยชุดหนึ่งมาทำงานด้านการเมือง แต่ในทางปฏิบัติ งานการเมืองเป็นใจกลางของพรรค คณะกรรมการหรือโปลิตบูโรก็จะคุมแกนนำของพรรคไปในตัวด้วย การนำระบบโปลิตบูโรมาใช้จึงไม่มีอะไรเสียหาย เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่ใช้กัน ซึ่งมีความชัดเจนดีว่าใครทำหน้าที่อะไรด้านการเมือง ถือเป็นข้อดีของพันธมิตรฯ

ส่วนพันธมิตรฯจะผลักดันการเมืองใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่นั้น ถ้าพันธมิตรฯมีความมั่นใจ จะเป็นการเมืองแบบไหนก็ตามถ้าประชาชนเอาด้วยก็ได้ทั้งนั้น ถ้าพันธมิตรฯคิดว่าการเมืองใหม่ของเขาดีจริงก็ผลักดันให้ประชาชนเห็นด้วย เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเคารพความเห็นที่แตกต่าง แต่จะเอาความต่างนั้นมาตัดสินด้วยสันติวิธี ด้วยเสียงข้างมากของประชาชน เพราะประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบถาวร ไม่เหมือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาธิปไตยมีเงื่อนเวลา 4 ปี ถ้าทำไม่ได้ประชาชนก็เลือกคนอื่นพรรคอื่น

“พรรคพันธมิตรฯน่าจะไปได้ แต่คงไม่โต เพราะสิ่งที่เขาต้องเจอคือฐานเสียงเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าประชาชนที่เลือกหรือสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจะไม่เลือกพรรคพันธมิตรฯ เรื่องฐานเสียงจึงเป็นข้อจำกัด ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบเพราะทำงานการเมืองมานาน มีฐานมวลชน ผมไม่คิดว่าพรรคพันธมิตรฯจะเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้ พรรคพันธมิตรฯอย่างมากได้เต็มที่ 10-20 เสียงในการเลือกตั้งสมัยหน้า และจะเป็นพรรคเล็กๆพรรคหนึ่งในสภา แต่ถ้าพรรคพันธมิตรฯชนะ ประชาชนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์หันมาเลือกพรรคพันธมิตรฯเป็นรัฐบาลผมก็รับได้ แต่กลัวถูกคุกคาม ถูกทำร้ายแค่นั้นเอง เพราะพรรคพันธมิตรฯแสดงตัวชัดเจนว่าเป็นฝ่ายขวาจัด เราก็ทำอะไรไม่ได้”

นายสุธาชัยยังให้ความเห็นกรณีพันธมิตรฯอาจจับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงในการพัฒนาประชาธิปไตยว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะอุดมการณ์ไปคนละทางกัน พรรคพันธมิตรฯอาจจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้ เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองเหมือนกัน แต่ขบวนการเสื้อแดงมีจุดมุ่งหมายในการสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ ขอย้ำว่ายากที่พันธมิตรฯจะจับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยร่วมกัน อย่างมากก็ไม่ตีกัน คือต่างคนต่างเลือกทางเดิน ซึ่งก็หวังตรงนั้น ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเองว่าจะเห็นด้วยกับฝ่ายใด ถ้าทำได้จะเป็นฉากที่ดีมาก เป็นการเคารพความแตกต่างของกันและกัน และไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ถ้ารับได้ก็ร่วมกันไปนานแล้ว

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 4 ฉบับที่ 209 วันที่ 30 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2552 หน้า 5 คอลัมน์ ล้อมกรอบเรื่องจากปก

ชาย 2 คนกับละครชีวิตที่มีมนุษย์เป็นผู้กำกับ

ชายคนหนึ่ง เกิดมาต้องต่อสู้กับชีวิต ดิ้นรนกับความยากลำบากตั้งแต่ยังเล็ก ล้มแล้วก็ลุก ลุกแล้วก็ล้ม สลับผลัดเปลี่ยนกันไป จนว้นหนึ่งพระเจ้าแลเห็นความวิริยะอุสาหะของชายคนนี้ จึงให้ได้พบกับความสำเร็จของชีวิต จนมีฐานะระดับมหาเศรษฐีดระดับต้นๆของประเทศ
ชายอีกคน เกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ชีวิตไม่เคยพบกับความลำบาก การต่อสู้ที่ยากลำบากที่สุดของชายคนนี้ ก็คือการเพียรพยายามในการเรียนหนังสือให้จบตามหลักสูตร ตามความตั้งใจของตัวเอง

ชายคนแรก หลังจากประสบกับความสำเร็จของชีวิตทางด้านธุรกิจ ก็หมดความท้าทาย จึงหันเข้ามาสู่เวทีการเมือง แรกๆที่เข้าสู่การเมือง ก็อยากเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองของประเทศเสียใหม่ ด้วยการใช้นโยบายในการแก้ไขปัญหา แต่ไม่ได้ผล เพราะภาคการเมืองช่วงนั้นอ่อนแอ มีหลายพรรคในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้การทำงานที่จะบรรลุตามนโยบายค่อนข้างลำบาก จงถอยฉากออกมา เพื่อตั้งหลักใหม่
ชายอีกคน หลังเรียนจบก็เข้าสู่การเมือง จากรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา ประกอบการพูดจาที่เฉียบแหลม ทำให้ประสบกับความสำเร็จในเวทีเลือกตั้ง

ชายคนแรก หลังจากตั้งหลักได้ ก็เข้าสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง คราวนี้เขาได้ดูเยี่ยงอย่างจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ที่พรรคการเมืองเข้มแข็ง ทำให้เศรษฐกิจก้าวหน้า จึงได้รวบรวมพรรคต่างๆ กลุ่มต่างๆให้มารวมเป็นพรรคเดียว และจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่างมีเอกภาพ จนทำให้นโยบายต่างๆภายใต้การนำของชายผู้นี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จนเลือกตั้้งในครั้งที่สองได้รับการเลือกเข้ามาอย่างถล่มทลาย ทำลายประวัติศาสตร์การเลือกตั้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนไ้ด้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียว
ชายคนหลังๆจากเป็นผู้แทน เป็นโฆษก เป็นรัฐมนตรี ก็ไม่มีผลงานอะไรโดดเด่นจนเป็นที่กล่าวถึงของสังคม แต่กลับได้เป็นหัวหน้าพรรค เพียงเพราะรูปร่างหน้าตา และยังไม่มีประวัติที่ด่างพร้อยพอให้สังคมขุดคุ้ย แต่ก็ไม่ได้แสดงภาวะผู้นำในการเป็นหัวหน้าพรรคแต่อย่างไร นอกจากการตอบโต้กับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างดี เท่านั้นเองที่เป็นผลงานทำให้ให้แก่พรรค

ชายคนแรก ได้ดำเนินการเพื่อพี่น้องชาวรากหญ้า ด้วยการรักษาโรคด้วยเงินเพียง 30 บาท กองทุนหมู่บ้านเพื่อให้คนจนเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่าย ส่งเสริมหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล จนชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยปราบมาเฟีย เพื่อให้ชาวบ้านผู้ยากไร้ต้องถูกข่มเหง ปราบยาเสพติดอย่างได้ผล ทำให้ครอบครัวได้ลูกหลานกลับคืนสู่อ้อมอกและเป็นคนที่มีประสิทธิภาำพต่อไป อีกทั้งการนำหวยใต้ดินขึ้นสู่บนดิน ได้ทั้งภาษีจากการขายหวยมาช่วยนักศักษาผู้มีปัญญาแต่ขาดโอกาส ทั้งยังเป็นการปราบหวยเถือนได้อย่างชะงัด
ชายคนที่สอง กลับเห็นเป็นตรงข้าม การรักษาโรคด้วยเงินเพียง 30 บาททำให้เกิดสมองไหล แพทย์ต่างๆหมดกำลังใจ กองทุนหมุ่บ้านเป็นการสร้างหนี้ให้ภาคครัวเรือน การปราบยาเสพติดที่เข้มข้น เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชน การทำหวยเป็นการมอมเมาประชาชน แต่ก็ยังไ่ม่เคยเสนอความเห็นในการช่วยเหลือชาวบ้านได้ดีกว่า

เหตุการณ์ดำเนินถึงตอนนี้ เริ่มมีคนเข้ามากำกับเส้นทางชีวิตของชายทั้งสองให้เป็นไปตามละครที่กำหนดไว้

ชายคนแรก จากพ่อค้านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักการเมืองที่ทำงานให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไม่เคยมีประวัติฉ้อโกง ไม่มีท่าทีที่จะจาบจ้วงสถาบัน ไม่มีเค้าว่าจะเป็นคนกลายชาติ ท่านผู้กำกับก็กำกับแบบหักมุม กลายเป็นบุคคลที่เลวอย่างมหาเลว จากไม่เคยโกง ก็กลายเป็นโกงอย่างมหาโกง กลายมาเป็นคนที่จ้องจะล้มสถาบัน เป็นคนขายชาติ
ชายคนที่หลัง กลับกลายมาเป็นนายกฯที่ขาวสะอาด กลายมาเป็นนายกฯที่ดีที่สุด กลายเป็นนายกฯที่รักประชาธิปไตย และเพียงชั่วค่ำคืน กลายมาเป็นนากยฯที่มีภาวะผู้นำสูงสุด และกลายเป็นนายกฯที่ประชาชนให้ความศรัทธาอย่างมากในเวลาเพียง 5 เดือนในการบริหารแผ่นดิน

แต่ถึงอย่างไรละครชีวิตเรื่องนี้ยังไม่จบ ยังคาดเดาอะไรไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าผู้กำกับยังต้องการให้ละครเรื่องนี้จบอย่างไร แต่ชาย 2 คนนี้ก็ผูกพันธ์กับอนาคตของคนอีก 60 กว่าล้านคน ซึ่งไม่มีโอกาสร่วมแสดงด้วย เพราะคนทั้ง 60 กว่าล้านคนเป็นได้แค่หุ่นกระบอกที่มีเชือกที่มองไม่เห็นหลายเส้นผูกติดอยู่ แ้ล้วแต่คนชักจะชักไปทางใหน ไม่มีสิทธิ์คิดเอง ไม่มีิสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

สำหรับผมไม่ยอมที่จะเป็นหุ่นกระบอกให้ใครชัก ไม่ว่าจะดีสักแค่ใหน ชีวิตของผม ผมขอเลือกทางเดินของผมเองดีกว่า ถึงจะเลวร้ายก็เป็นเพราะผมเลือกเอง ดังนั้นสิ่งที่ผมจะทำต่อไปนี้ก็คือการหาทางตัดเชือกที่มองไม่เห็นให้ขาด เพื่อหลุดจากการควบคุม แล้วท่านล่ะ ยังอยากเป็นหุ่นต่อไปหรือครับ