Wednesday, May 06, 2009

รัฐบาลตราเด็กอมมือ

คงต้องใช้เวลาอีกนานแสนนาน กว่าจะทำให้ คนไทยหันกลับมา รักใคร่ปรองดอง กันได้เหมือนเดิม โดยเฉพาะ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ว่าพยายามสร้างภาพให้เห็นว่า ตั้งใจมาเป็น คนกลาง สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติมากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่การเล่นบท ปากว่าตาขยิบ พูดว่าสมานฉันท์ แต่กลับปล่อยให้ ทีมงานโฆษก ออกมาสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในแผ่นดินตลอดเวลา ชาติหน้าตอนบ่าย ก็ไม่มีทางทำให้ ความปรองดอง เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้แน่นอน!!! .............

ช่วงนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ ออกมาตอกย้ำเรื่องยุบสภาบ่อยขึ้น "เห่าไฟ" อยากให้ พูดจริง ทำจริง อย่าปากว่าตาขยิบ? อ้างโน่นอ้างนี่ เพื่อจะถ่วงเวลาออกไปอีกเลย ทุกวันนี้ บ้านเมืองร้อนรุ่ม ต้องก่อม็อบประท้วงกันวุ่นวาย ก็เพราะ การเมืองสองมาตรฐานนี่เอง ยังจำกันได้หรือไม่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตอนเป็นฝ่ายค้าน พอเกิดม็อบประท้วงยึดทำเนียบฯ ปิดสนามบิน ทำผิดกฎหมาย กลับเรียกร้องให้ ยุบสภาลูกเดียว ตอนนั้นรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย บอกให้แก้รัฐธรรมนูญก็ไม่เอา จะยุบสภาท่าเดียว จำได้ไหม!!!.............

แต่มาตอนนี้ กลับอ้างว่า ต้องการ ปรับสภาพการเมือง ให้เกิดความปรองดองก่อนลงไปเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้น จะลงไปหาเสียงลำบาก เพราะจะมีการขับไล่ทำร้ายกัน แต่ประทานโทษ ก่อนหน้านี้ สมัยม็อบปิดสนามบิน ก็มีการขับไล่ พยายามทำร้ายรัฐมนตรีเช่นกัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ตอนเป็นฝ่ายค้าน ก็ยังเรียกร้องให้ ยุบสภา ใช่หรือไม่!!!.............

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดการบังคับใช้กฎหมายและใช้อำนาจทางการเมือง สองมาตรฐาน ขึ้นในบ้านเมือง โดยเฉพาะ ม็อบมีเส้น ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบฯ ถ้าตำรวจเข้าไปสลาย ตำรวจต้องเป็นฝ่ายผิด โดนสอบ โดนเด้งกันระนาว แต่ถ้า ม็อบไม่มีเส้น ไปปิดถนน ต้องเจอ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีกำลังทหารเป็นหัวหอก ยิงปืนขึ้นฟ้า ทุบตี กระทืบ เหมือนไม่ใช่คน แต่กับม็อบมีเส้น ทหารเคยทำแบบนี้บ้างไหม ช่วยตอบที!!! .............

บอกตามตรงว่า ยังมีอีกหลายเรื่องหลายราวที่มีการ ปฏิบัติสองมาตรฐาน เกิดขึ้นในบ้านเมือง แม้จะมีการชี้แจงจากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ไม่สามารถไขข้อข้องใจได้ ด้วยเหตุนี้ แผ่นดินที่มีสองมาตรฐาน ก็เลยทำให้ เกิด ความแตกแยกร้าวฉาน กลายเป็น แผ่นดินสองสี ที่ยากจะผสานให้เป็นเนื้อเดียวกันได้อีกต่อไป!!!.............

สำหรับกระบวนการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยนั้น "เห่าไฟ" ยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงหรือทำผิดกฎหมายเหมือนที่ผ่านมา เพียงแค่ จัดชุมนุม กันตามปกติ ปราศจากอาวุธ ไม่ต้องไปบุกป่วนการประชุมของรัฐบาล ไม่ต้องไปปิดถนน ไม่ต้องไปไล่ทุบรถนายกฯ เพียงแค่จัดชุมนุมสัญจรตามจังหวัดต่างๆ แล้วนัด ชุมนุมใหญ่ ที่กรุงเทพฯเดือนละครั้งสองครั้งก็เพียงพอแล้ว!!!.............

เพราะตอนนี้ รัฐบาลของฝ่ายอำมาตย์ กำลังอาการหนัก บริหารงานเปะปะ ไร้เป้าหมาย ไร้กลยุทธ์ แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลตราเด็กอมมือ จะสั่งเคลื่อนกำลังทหารเข้ามาสลายม็อบได้ แล้วประกาศชัยชนะทำนองว่า เป็นผู้รักษาความสงบให้บ้านเมืองเอาไว้ได้ แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้ จุดด่าง ของรัฐบาลในทางประชาธิปไตยปรากฏเด่นชัดขึ้น นั่นก็คือ ภาพของ อำมาตย์ รัฐบาล และทหาร ได้กลายเป็น กระบวนการเดียวกัน ที่ขัดขวางไม่ให้มี ประชาธิปไตยที่แท้จริง เกิดขึ้นในเมืองไทย!!!.............

จริงๆแล้ว หลายคนยังข้องใจ ถ้าเมืองไทยมีประชาธิปไตยแล้วกินได้จริงหรือ เรื่องนี้ รัฐบาลทักษิณ ได้ทำให้เห็นแล้วว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น? กินได้จริงๆ แต่กระบวนการทั้งหมดต้องสะดุดหยุดชะงักลงไป เพราะโดน อำนาจนอกระบบ เข้ามาแทรกแซง ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ แกนนำม็อบประชาธิปไตย ต้องวางเป้าหมาย แผนงาน และการปฏิบัติให้ดี ทำอย่างไร ประชาธิปไตยจึงกินได้ ไม่ใช่เอาประชาธิปไตยหรือเสรีภาพไปป่วนบ้านป่วนเมืองเลอะเทอะเหมือน แกนนำรุ่นแรก ได้ทำผิดๆกันเอาไว้!!!.............

ส่วนวิธีการที่จะแสดงให้ประชาชนได้เห็นว่า ประชาธิปไตยกินได้นั้น ต้องเน้นไปที่เรื่อง การเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม หากแกนนำม็อบสามารถประสานกับ อดีตนายกฯทักษิณ ที่เอาแต่เที่ยวบินไปบินมา ทำธุรกิจส่วนตัวอย่างเดียว ให้หันมาคิด ทำการค้าขายสินค้า ให้ประชาชนในจังหวัดต่างๆกับประเทศร่ำรวยใหม่ๆจนเกิด รายได้ เป็นกอบเป็นกำในหมู่ ประชาชน เพียงแค่นี้ รัฐบาลอำมาตย์ ก็จะถูกปลดโดยความรู้สึกของประชาชนทันที!!!.............

การต่อสู้ในโลกยุคใหม่ ต้องใช้ สมอง เป็นหลัก หากฝ่ายประชาธิปไตยคิดแต่จะใช้ กำลัง เข้าต่อสู้เหมือนพวกอำมาตย์ ก็เท่ากับมี ความคิดล้าหลัง ไม่มีทางเอาชนะอำนาจเก่าได้เลย เนื่องจากจุดเด่นของอำมาตย์ก็คือ การใช้กำลังเข้าปกครอง ซึ่งโบราณมาก ไม่มีใครยอมรับอีกแล้ว ลองเก็บไปคิดกันดูก็แล้วกัน "เห่าไฟ" ยืนยันอีกครั้งว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้น มีอีกเป็นล้านวิธี ไม่จำเป็นต้องแปลงร่างเป็น นักรบเต่าล้านปี เอาแต่คิด ใช้กำลัง เข้าหักหาญแต่อย่างใด!!!.............


( ที่มา คอลัมน์ บุคคลในข่าว , หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ , 3 พฤษภาคม 2552)

http://www.thairath.co.th/content/life/3303